ความเป็นมาของการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพในประเทศไทย
ความเป็นมาของการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพในประเทศไทย
ดร.ณัฏฐ์วรดี คณิตินสุทธิทอง
การท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ในปัจจุบันนั้น เป็นพฤติกรรมของผู้บริโภคที่สวนกระแสพฤติกรรมในอดีต กล่าวคือ ในอดีตผู้ป่วยหรือผู้ที่ต้องการดูแลสุขภาพในประเทศที่กำลังพัฒนาจะเดินทางไปยังประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น สหรัฐอเมริกา หรืออังกฤษ เพื่อเข้ารับการรักษาพยาบาลที่มีคุณภาพสูงกว่าในประเทศของตน อย่างไรก็ตามปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันกลายเป็นผู้ที่อยู่ในประเทศพัฒนาแล้วกลับเดินทางออกไปยังประเทศที่กำลังพัฒนาทั่วโลก เพื่อเข้ารับการรักษาพยาบาลที่มีคุณภาพในระดับมาตรฐาน แต่มีราคาที่ต่ำกว่ามาก ตลอดจนยังได้ท่องเที่ยวไปในตัวอีกด้วย ซึ่งประเทศที่เป็นผู้ให้บริการทางสุขภาพในแต่ละภูมิภาคของโลก
ผลการวิจัยทั้งในอดีตและปัจจุบัน แสดงให้เห็นว่าประเทศไทย จัดอยู่ในอันดับต้นๆ ของประเทศที่ได้รับความนิยมจากทั่วโลกในการเข้ามาใช้บริการท่องเที่ยวทางการแพทย์ (Das, 2014) เป็นธุรกิจที่สร้างรายได้หลายล้านบาทให้กับประเทศในปี พ.ศ.2552 ซึ่งความสำเร็จในปัจจุบันเริ่มต้นจากการที่ในช่วงปี พ.ศ. 2553 ที่ประเทศมีความเจริญทางเศรษฐกิจเป็นอย่างมาก ระดับรายได้ของประชาชนเพิ่มสูงขึ้น พร้อมกับคุณภาพการใช้ชีวิตก็สูงขึ้นเป็นลำดับ ส่งผลให้ในระยะเวลาเพียง 6 ปี เกิดการก่อตั้งโรงพยาบาลเอกชนขึ้นมารองรับการเติบโตของเศรษฐกิจในช่วงนั้นเพิ่มมากขึ้นถึง 69 โรงพยาบาล จนกระทั่งถึงปี พ.ศ. 2540 ที่ประเทศไทยต้องเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่ รายได้ของประชาชนลดลงเป็นอย่างมาก ทำให้โรงพยาบาลต้องหากลยุทธ์ต่างๆ มาใช้เพื่อให้อยู่รอดในธุรกิจ หนึ่งในนั้นคือ การหาลูกค้าจากต่างประเทศเข้ามาใช้บริการ ซึ่งโรงพยาบาลบำรุงราษฏร์เป็นโรงพยาบาลแรกที่เริ่มต้นหาลูกค้าชาวต่างชาติให้เข้ามาใช้บริการทางการแพทย์ในประเทศไทย และได้ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากมาจนถึงปัจจุบัน (Harryono, M., Huang, Y.-F., Miyazawa, K., & Sethaput, 2006)
เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2557 นิตยสาร Forb Online ได้ตีพิมพ์เกี่ยวกับการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ ว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่มีปริมาณการให้บริการนักท่องเที่ยวเชิงการแพทย์เป็นอันดับหนึ่งของโลก รองลงมาคือประเทศฮังการี อินเดีย สิงค์โปร์ และมาเลยเซีย (Das, 2014)
ตารางที่ 2 15 ประเทศที่มีจำนวนนักท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ไปใช้บริการมากที่สุด
Top 14 Medical Tourist Destinations by Volume of Care
|
|
1-Thailand
|
8-Costa Rica
|
2-Hungary
|
9-Brazil
|
3-India
|
10-Mexico
|
4-Singapore
|
11-South Korea
|
ตารางที่ 2 (ต่อ)
Top 14 Medical Tourist Destinations by Volume of Care
|
|
5-Malaysia
|
12-Colombia
|
6-Philippines
|
13-Belgium
|
7-United States
|
14-Turkey
|
ที่มา : นิตยสาร Forb Online เข้าถึงได้จาก http://www.forbes.com/sites/reenitadas /2014/08/19
/medical-tourism-gets-a-facelift-and-perhaps-a-pacemaker/
เนื่องจากธุรกิจการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์นั้น เป็นธุรกิจที่เกิดจากสองภาคธุรกิจบริการหลัก คือ ภาคธุรกิจบริการทางการแพทย์ และภาคธุรกิจบริการด้านการท่องเที่ยว นอกจากนั้นก็ยังมีภาคธุรกิจอื่นๆ ที่มีสว่นเกี่ยวข้องอีกหลายภาคส่วน ซึ่งสำหรับภาคธุรกิจบริการทางการแพทย์และดูแลสุขภาพนั้น ประกอบไปด้วยโรงพยาบาลเอกชน สถานประกอบการพยาบาล คลินิกเอกชน และผู้ให้บริการด้านการบำรุงรักษาสุขภาพ เช่น สปา นวดแผนไทย ฝังเข็ม สมุนไพร ฯลฯ โดยมีธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนเป็นผู้ขับเคลื่อนสำคัญในธุรกิจนี้ ซึ่งที่ผ่านมากลยุทธ์ที่ธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนไทยนำมาใช้เพื่อความอยู่รอดและสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน คือ การควบรวมกิจการ ซึ่งก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนในประเทศไทยเป็นอย่างมาก
ข้อมูล ณ มิถุนายน 2556 ประเทศไทยมีโรงพยาบาลเอกชนทั้งหมด 326 แห่ง แบ่งเป็นโรงพยาบาลทั่วไป 311 และโรงพยาบาลเฉพาะทาง 15 แห่ง โดยในปี 2555 ผู้ป่วยชาวต่างประเทศที่เข้ามารับการบริการในโรงพยาบาลและสถานพยาบาลเอกชนมีจำนวนทั้งสิ้น 3.0 ล้านราย สร้างรายได้ให้ประเทศไทยประมาณ 70,000 ล้านบาท ในจำนวนนี้ เป็นผู้มารับบริการที่เป็นผู้ป่วยนอกชาวต่างประเทศประมาณร้อยละ 95.2 และผู้มารับบริการเป็น ผู้ป่วยในชาวต่างประเทศประมาณร้อยละ 4.8 (สำนักงานสถิติเศรษฐกิจและสังคม, 2556) ซึ่งหนึ่งในกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนในปัจจุบัน คือ การที่เครือโรงพยาบาลเอกชนขนาดใหญ่ ดำเนินการเข้าควบรวมกิจการหรือซื้อกิจการโรงพยาบาลเอกชนอื่นๆ ให้เข้ามาอยู่ภายใต้การดูแลของกลุ่มโรงพยาบาลต่างๆ ที่มีผู้บริหารชุดเดียวกัน เช่น
1. กลุ่มกรุงเทพดุสิตเวชการ (โดยนายแพทย์ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ) ซึ่งประกอบด้วย กลุ่มโรงพยาบาลกรุงเทพ, กลุ่มโรงพยาบาลสมิติเวช ได้แก่ โรงพยาบาลในเครือสมิติเวช และโรงพยาบาล BNH, กลุ่มโรงพยาบาลพญาไท, และ กลุ่มโรงพยาบาลเปาโล
2. กลุ่มเกษมราษฎร์ - บมจ. บางกอก เชน ฮอสปิทอล (โดยน.พ.เฉลิม หาญพาณิชย์)
3. กลุ่มวิภาวดี (โดยนายชัยสิทธิ์ วิริยะเมตตากุล) ประกอบด้วย โรงพยาบาลในเครือโรงพยาบาลรามคำแหง, โรงพยาบาลในเครือโรงพยาบาลวิภาวดี และโรงพยาบาลวิภา-ราม
4. กลุ่มธนบุรี (โดยนายแพทย์บุญ วนาสิน) และ (2) กลุ่มโรงพยาบาลบางปะกอก (โดยแพทย์หญิงเจรียง จันทรกมล)
ในปี พ.ศ. 2557 มีชาวต่างชาติเข้ามาใช้บริการสุขภาพในประเทศไทยมากถึง 1.2 ล้านครั้ง ก่อให้เกิดรายได้ เข้ามาในประเทศไทยมากถึง 107,000 ล้านบาท (กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, 2558) และคาดว่าในปี พ.ศ.2558 จะมีชาวต่างชาติเข้ามาใช้บริการสุขภาพในประเทศไทยประมาณ 2.81 ครั้ง หรือเพิ่มมากขึ้น 10-15 % จากปี พ.ศ. 2557 ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลจากการขยายการลงทุนของธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนทั้งในจังหวัดกรุงเทพมหานคร และพื้นที่ท่องเที่ยวในต่างจังหวัดที่มีศักยภาพ โดยปัจจัยมหาภาคที่อาจมีผลต่อการเพิ่มขึ้นหรือลดลงของนักท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ที่จะมาใช้บริการในประเทศไทย ที่ยังไม่สามารถคาดเดาได้ คือ แนวโน้มการถดถอยของสภาวะเศรษฐกิจโลกซึ่งอาจจะส่งผลให้ชาวต่างชาติออกมาใช้บริการสุขภาพนอกประเทศของตนเพิ่มขึ้นหรือน้อยลง (ศูนย์วิจัยกสิกรไทย, 2558)

Medical Tourism Company in India - APJ Healthcare is one of the best medical tourism companies in India. We offer complete medical tourism services in India for international patients. Some of the services are airport pick and drop, hospital to stay, stay to hospital, traveling, transportation, and many more. If you are looking for the same then Visit: Visit: Medical Treatment in India for International Patients
ReplyDeleteMedical Visa to India
Best Hospitals in India
Best Doctors in India